วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2552

แด่นักอนุรักษ์ภาษาไทย

บทความใน นิธิ เอียวศรีวงศ์ (2545). คำมีคมว่าด้วย ภาษา วัฒนธรรม และอำนาจ. หน้า 23-29. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน)

อาจารย์พงษ์ วิเศษสังข์ หัวหน้าภาควิชาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ สร้างความปั่นป่วนให้เกิดแก่วงการผู้ประกาศตัวว่ารักษาภาษาไทย ด้วยคำอภิปรายของท่านว่า “เรื่องของภาษา วัฒนธรรมเป็นเรื่องไม่ตายตัว สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อย ๆ ถ้าจะพูดถึงวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไม่ได้เลยต้องไปดูในพิพิธภัณฑ์”

เท่านั้นแหละครับ สนุกเลย

คุณดำรง พุฒตาล วุฒิสมาชิก ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าตัวทราบเรื่องดังกล่าวจากคำบอกเล่าอีกทีหนึ่ง และ “จากคำกล่าว (ของอาจารย์พงษ์) สามารถตีความได้ว่า ภาษาไทยเป็นเรื่องโบราณที่ต้องเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ น่าตกใจว่ากำลังจะทำให้โฆษก นักจัดรายการวิทยุ ไม่ระวังการใช้ภาษาไทย แสงว่าอาจารย์คนนี้ไม่ให้ความสำคัญกับภาษาไทย มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มั่นใจว่าอาจารย์ที่สอนทางนิเทศศาสตร์หลายสถาบันเป็นอย่างนี้ด้วยหรือไม่ ทำให้น่าห่วงมาก”

คนที่นำความมาบอกเล่าให้แก่คุณดำรงจะได้ฟังมาเองจริง ๆ หรือไม่ผมก็ไม่แน่ใจ แต่ถ้าตะแกบอกเล่าอย่างเที่ยงตรงจริงแล้ว ยังมองไม่เห็นทางที่คุณดำรงจะ “ตีความ” ไม่เลื่อนเปื้อนขนาดจับมากระเดียดอย่างนั้นได้อย่างไร

แต่ก็นั่นแหละครับ การตีความคำกล่าวใด ๆ ที่เราไม่เห็นด้วยให้เฉไฉไปจากที่เขากล่าวจริง ๆ เพื่อจะได้วิพากษ์วิจารณ์ความเห็นนั้นได้ถนัดถนี่เป็นสิ่งปรกติที่ทำกันในเองไทยเสมอ ๆ คือเป็นวัฒนธรรมที่ยังไม่เข้าพิพิธภัณฑ์ครับ

ที่อาจารย์พงษ์โดนด่าไปฟรี ๆ นั้นไม่สู้กระไรนัก แต่ที่สำคัญกว่าก็คือประเด็นที่ท่านเสนอไม่ได้รับการพิจารณา เพราะไม่ถูกหูผู้ฟังเสียแล้ว ลองถ้าเราตีอะไรที่ไม่ถูกหูให้ตกไปหมด จะเหลือประเด็นอะไรไว้ให้คนไทยได้คิดอีกเล่าครับ

ประเด็นของอาจารย์พงษ์ก็คือ ภาษาเปลี่ยนได้ ทำไมจึงต้องใช้ภาษให้เหมือนเดิมตลอดไป

ผมอยากเสริมด้วยว่า ภาษาไม่เพียงแต่เปลี่ยนได้เท่านั้น ยังต้องเปลี่ยนอย่างไม่มีทางไปหยุดยั้งมันได้เลยด้วยซ้ำ อย่างเช่นคำกล่าวของคุณดำรงเอง (ถ้าหนังสือพิมพ์ถอดเทปมาได้คำต่อคำ) ที่ว่า “ไม่ให้ความสำคัญ กับ ภาษาไทย” ก็เป็นการใช้บุพบทเปลี่ยนไปจากสมัยก่อน

ถ้าไม่จำเป็นภาษาไทยไม่ใช้บุพบท เช่น “กูให้มึง” แต่ถ้าจำเป็นดังคำกล่าวของคุณดำรง โบราณท่านพูดว่าให้ แก่ ไม่ใช่ให้ กับ ซึ่งแปลว่ามีคนอื่นมาร่วมให้ด้วย

แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยได้ยินหรือได้อ่านใครใช้บุพบทตามหลักโบราณอย่างนี้ และถ้าผมบอกว่าผมฟังคุณดำรงพูดไม่รู้เรื่อง ผมก็ดัดจริตเกินไป เพราะภาษาไทยเปลี่ยนไปจนผมน่าจะคุ้นกับความเปลี่ยนแปลงแค่นี้

อันที่จริงอย่าว่าแต่ผมเลยครับ ผมเชื่อว่าไปพูดอย่างคุณดำรงให้คนสมัยรัชกาลที่ ๔ ฟัง เขาก็รู้เรื่อง เพราะความหมายไม่ได้มาจากบุพบทตัวเดียวนี่ครับ มีคำและความแวดล้อมที่สมองมนุษย์สามารถเดาความหมายได้ไม่ผิดทั้งนั้น นอกจากนี้คนในสมัยนั้นก็ใช้บุพบทปะปนกันไปเหมือนเรานี่แหละ ไม่อย่างนั้นรัชกาลที่ ๔ ท่านจะทรงกำหนดการใช้ “กับ แก่ แต่ ต่อ” ให้รัดกุมในประกาศของท่านทำไม

เหตุใดภาษาจึง ต้อง เปลี่ยน ก็เพราะภาษาจำลองความคิด, ความรู้สึก และโลกทัศน์ของล่ะสิครับ และความคิด, ความรู้สึก และโลกทัศน์ของมนุษย์เปลี่ยนไปตลอดเวลา สิ่งที่จำลองเหล่านี้จะหยุดนิ่งกับที่ได้อย่างไร

สิ่งที่ผมอยากเห็นนักภาษาไทยทำ ไม่ใช่ขึ้นไปนั่งชี้นิ้วประกาศิตว่านั่นถูกโน่นผิด แต่ศึกษาเพื่ออธิบายให้เห็นความเชื่อมโยงของความเปลี่ยนแปลงทางภาษากับความเปลี่ยนแปลงด้านอื่น ๆ ของคนไทย ความรู้อย่างนี้จะทำให้เรามองเห็นว่าคนไทยกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางใด หากจะห่วงก็ห่วงตรงนี้เถิดครับ เพราะถ้าเราอยากปรับแก้ความเปลี่ยนแปลง คงต้องคิดทำอะไรมากกว่าเพียงแต่เรียกร้องให้ใช้ภาษาไทยให้ “ถูก” อย่างแน่นอน

นักอนุรักษ์ภาษาไทยส่วนใหญ่ยอมรับว่าภาษาเปลี่ยนแปลงไปแต่ก็มักมีข้อแม้ว่าต้องเปลี่ยนไปในทางที่ตัวเห็นชอบเท่านั้น ไม่อย่างนั้นแล้วถือว่าเป็นภาษาวิบัติ

จึงเหลือแต่เทวดาไม่กี่องค์ที่เปลี่ยนภาษาได้ คนอื่นอยากเปลี่ยนก็เปลี่ยนตามกู ไม่งั้นวิบัติ

โชคดีที่ลักษณะอำนาจนิยมทางภาษาเถลิงอำนาจได้แต่ในโรงเรียนและสื่อของรัฐเท่านั้น หาได้มีอำนาจในสังคมส่วนส่วนอื่นไม่

ใครก็ตามที่เป็นคิดศัพท์ “ภาษาวิบัติ” ขึ้นมาใช้นี่เก่งจริง ๆ เพราะทำให้ใคร ๆ หวาดวิตกกันในเรื่องนี้อยู่เสมอ โดยไม่มีใครสักคนรู้ว่ามันหมายความว่าอะไรกันแน่

ซักไซ้กับบางคนก็นิยามง่าย ๆ ว่าภาษาวิบัติคือกลายเป็นภาษาตาย ไม่มีใครใช้อีกต่อไป เหมือนภาษาในโลกที่ได้ตายไปเป็นพันภาษาและกำลังตายอยู่ในทุกวันนี้อีกปีละหลายสิบภาษา

ทำไม ภาษาถึง “ตาย” ได้ ยังไม่มีคำอธิบายซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปเลย แต่การที่คนเลิกใช้ภาษาใดภาษาหนึ่งในการสื่อสารนั้นมีปัจจัยที่สลับซับซ้อนมาก ทั้งไม่เป็นสากลเสียด้วย คือขึ้นกับเงื่อนไขในแต่ละกรณี

ฉะนั้น จะเอาเหตุการ “ตาย” ของภาษาหนึ่งไปอธิบายการ “ตาย” ของอีกภาษาหนึ่งไม่ได้ ยิ่งเอามาวางเป็นกฎให้ใช้ได้ชั่วกัลป์ปาวาสานยิ่งไม่ได้ใหญ่ เช่น การตายของภาษาก่อนยุคการพิมพ์และหลังยุคการพิมพ์มีปัจจัยที่แตกต่างกันมาก เป็นต้น

ที่พูดอย่างนี้เพื่อเตือนว่า ภาษาไทยก็คืออยู่ภายใต้อานุภาพของพระไตรลักษณ์ คืออาจตายเหมือนภาษาอื่นที่ตายไปแล้วก็ได้ โดยเฉพาะในโลกยุคโลกาภิวัตน์เช่นนี้

แต่ถ้าภาษาไทยจะ “ตาย” ก็คงมีเหตุที่ซับซ้อนกว่าเพียงเพราะนักร้องร้องเพลงไทยไม่ชัดแน่

นักอนุรักษ์ภาษาไทยบางคนอธิบายว่า “ภาษาวิบัติ” หมายถึงใช้ภาษาไทยสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง

ข้อนี้ประหลาดเสียจนไม่น่าเชื่อครับ

การสื่อสารกับคนอื่นเป็นความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์เพราะเราเป็นสัตว์สังคม ถึงใครจะชอบใช้ภาษาพลิกแพลงอย่างไร ก็คงไม่มีใครอยากทำลายผลประโยชน์ที่มีความสำคัญเสมอด้วยชีวิตของตนเอง ด้วยการทำความวิบัติแก่เครื่องมือที่ตัวต้องใช้สื่อสารกับคนอื่น

จะขอข้าวใครกินล่ะครับ
แต่การสื่อสารระหว่างกลุ่มได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยนั้นย่อมเกิดขึ้นเป็นเรื่องปรกติ อุปสรรคของการสื่อสารด้วยภาษาระหว่างกลุ่ม (สถานภาพ, ผลประโยชน์, ทางวัฒนธรรม, หรืออายุ ฯลฯ) มีในทุกภาษา ไม่ว่าจะเสื่อมหรือไม่ก็ตาม

นอกจากนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถึงภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารอันดีเลิศสักเพียงไหน มนุษย์เราก็มีความคิด, ความรู้สึก และโลกทัศน์ส่วนตนที่สลับซับซ้อนและมีลักษณะเฉพา เสียจนกระทั่งภาษาของคนทั่วไปไม่สามารถรองรับได้หมดจด

ไม่อย่างนั้นเราจะยกย่องวรรณคดีและกวีหรือครับ

ด้วยเหตุดังนั้น ความสามารถในการข้ามอุปสรรคของการสื่อสารจึงเป็นข้อได้เปรียบ คนรวยที่ฟังจนพูดแล้วเข้าใจและรู้สึกได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำให้ชีวิตทางสติปัญญาของเขามั่งคั่งขึ้นแน่

คนแก่ที่ฟังภาษาวัยรุ่นได้รู้เรื่องตลอด อย่างน้อยก็ทำให้มีเพื่อคุยเพิ่มขึ้น เพราะไม่สร้างความรำคาญแก่วัยรุ่นที่ต้องคอยถามศัพท์อยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับวัยรุ่นที่สามารถอ่านงานของศรีบูรพาได้ซาบซึ้ง ย่อมทำให้ได้รับรสของความคิดและความรู้สึกที่แตกต่างจากประสบการณ์ปรกติในชีวิตของเขา

ก็ที่ส่งเสริมให้เรียนภาษาอังกฤษกันเหย็ง ๆ อยู่นั้น ไม่ใช่การเสริมสร้างความสามารถใช้ข้ามอุปสรรคของการสื่อสารด้วยภาษาหรอกหรือ

ตรงนี้แหละครับที่ผมคิดว่าความวิบัติไม่ได้เกิดกับภาษาไทยเท่ากับวัยรุ่นไทย เพราะจริงอย่างที่อาจารย์พงษ์กล่าวว่า วัยรุ่นไม่ฟังวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ เพราะใช้ภาษาไทยถึงใจ จะถึงขนาดฟังไม่รู้เรื่องจริงหรือไม่ผมไม่ทราบ

แต่ที่ผมเคยพบอยู่เสมอก็คือ วัยรุ่นไทยจำนวนมากบ่นว่าอ่านพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพไม่รู้หรืออ่านพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๕ ก็ไม่รู้เรื่อง

ผมสังเกต (โดยไม่ได้ศึกษาเก็บข้อมูลจริง) ด้วยว่า ศัพท์วัยรุ่นซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนมีมากนัก ที่จริงแล้ววงศัพท์ของวัยรุ่นซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนมีมากนั้น แต่ก็ไม่ใช้หรือลืมศัพท์เก่าไปเสีย ซ้ำศัพท์ใหม่ที่สร้างขึ้นก็มักไม่ค่อยมีความหมายชัดแต่เป็นความหมายรัว ๆ ไปหมด

ผมสงสัยเสมอว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่วัยรุ่นไทยอยากจะพูดถึงอย่างชัดเจน, หรืองดงาม, หรืออย่างคมคาย, หรือให้แรงบันดาลใจ, หรือเบิกบานด้วยรสของคำบ้างเลยหรือ ไม่ว่าจะเป็นหนังสักเอง, เพลงสักเพลง, ครูสักคน, หรือแม้แต่ตัวของเขาเอง

อย่างนี้วัยรุ่นไทยก็วิบัติ เพราะไร้ความสามารถที่จะก้าวข้ามอุปสรรคของการสื่อสารทางภาษา ซึ่งเกิดขึ้นเป็นปรกติในทุกภาษา ซ้ำยังยากจนทางภาษาอีกด้วย วรรณคดีไทยก็ไม่เคยอ่าน ภาษาอังกฤษซึ่งมีวรรณคดีอันเลอเลิศก็เรียนกันเพียงไว้เป็นขี้ข้าฝรั่ง

ผมไม่ได้ต้องการชักชวนกันถล่มวัยรุ่นไทย แต่อยากชักชวนให้เรามาช่วยกันวิเคราะห์ว่า เราทำร้ายลูกหลานเราได้ถึงเพียงนี้อย่างไรต่างหาก

ข้อนี้เป็นส่วนที่ผมไม่เห็นด้วยกับความเห็นของอาจารย์พงษ์ทั้งหมด เพราะผมไม่คิดว่าวิทยุกรมประชาฯ ไม่น่าฟังแก่วัยรุ่นเพราะภาที่มีลักษณะแบบแผน แต่คงมีเหตุอื่นๆ อีกมาก ซึ่งไม่ขอกล่าวในที่นี้ แต่ในทางตรงกันข้าม ทำรายการให้น่าฟัง ด้วยภาที่เป็นแบบแผนก็น่าจะได้ เพื่อทำให้เกิดความหลากหลายของการใช้ภาษาในก็มี

ภาษาที่หลากหลายต่างหากที่สำคัญ ถ้าทุกสถานีมีแต่ภาษาวัยรุ่นหมด โอกาสทางภาษาของวัยรุ่นก็แคบเหลือนิดเดียวสิครับ

ภาษาไทยของ พ.ศ.นี้ควรเป็นอย่างไร คงเถียงกันได้ไม่รู้จบ แต่ขอทีเถิดครับที่จะเรียกร้องให้คณะกรรมการ (กลิ่นตุ ๆ) กระจายเสียงแห่งชาติซึ่งจะเกิดขึ้น เข้ามาถืออำนาจบาตรใหญ่ชี้นิ้วสั่งให้กระดกลิ้น จีบปากจีบคอตามรสนิยมส่วนตัวของกรรมการอีกต่อไป

อย่าลืม ๒๐% ของคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นสมบัติของภาคประชาชนไปเสียนะครับ อย่าลิดรอนสิทธิของคนไทยส่วนใหญ่ ซึ่งพูดภาษากรุงเทพฯ ไม่ชัดต่อไปอีกเลย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น